
บทความ
ฮอกไกโด ในดินแดนอะแลสกาแห่งเอเชีย
คุณดวงดาว สุวรรณรังษี...เรื่อง
คุณไพศาล เจริญจรัสกุล...ภาพ
ฮอกไกโด (Hokkaido) คือเกาะเหนือสุดที่หนาวเย็นตลอดทั้งปีของญี่ปุ่น เพราะอยู่ในเขตหนาวใกล้ขั้วโลกเหนือเต็มที เดิมมีชนพื้นเมืองท้องถิ่นดั้งเดิมอาศัยอยู่ คือชาวไอนุ ซึ่งมิได้มีเชื้อสายเกี่ยวข้องกับชาวญี่ปุ่นแต่อย่างใด เพราะชาวญี่ปุ่นเพิ่งขึ้นไปตั้งถิ่นฐานกันในสมัยศตวรรษที่ 19 นี่เอง
ฮอกไกโดคล้ายดั่งดินแดนอะแลสกาของอเมริกา เพราะที่นี่ไม่เหมือนกับเกาะอื่นๆ ของญี่ปุ่นที่เต็มไปด้วยวัด ศาลเจ้า หรือปราสาท ทว่าเต็มไปด้วยธรรมชาติ ป่าเขา ทะเลสาบ ซึ่งในฤดูหนาวจะถูกปกคลุมด้วยหิมะเกือบทั้งหมด ฤดูร้อนก็จะดารดาษด้วยทุ่งดอกไม้และทุ่งหญ้าเลี้ยงสัตว์ นอก จากนี้ บ้านเมืองที่สร้างขึ้นใหม่ก็คล้ายกับเมืองในยุโรปเป็นอย่างยิ่ง
สำหรับสถานที่ท่องเที่ยวเด่นๆ บนเกาะฮ็อกไกโดนั้นมีมากมาย เช่น ซัปโปโร (Sapporo) เมืองหลวงของเกาะ เป็นเมืองใหญ่ที่เจริญที่สุด เดินทางได้สะดวกทั้งทางเครื่องบินและรถไฟ เพราะมีการสร้างอุโมงค์ลอดใต้ทะเล เชื่อมการเดินทางกับรถชิงคังเซ็นที่สิ้นสุด ณ เมืองฮาจิโนะเฮะ (Ha-chinohe) รวมทั้งรถด่วนจากอาโอโมริ (Aomori) มาจนถึงเมืองนี้และอีกหลายเมืองบนเกาะ ด้วยความเป็นเมืองศูนย์กลาง จึงมีทั้งความทันสมัยและยังคงสถาปัตยกรรมแบบยุโรป โดยมีหอนาฬิกาเป็นสัญลักษณ์อันโดดเด่นของเมือง และมีการจัดงานเทศกาลหิมะที่โด่งดังไปทั่วโลก ด้วยการแข่งขันสลักน้ำแข็งจากประเทศต่างๆ โดยจัดขึ้นทุกสัปดาห์แรกของเดือนกุมภาพันธ์
เมืองโอตารุ (Otaru)
เป็นอีกเมืองน่าเที่ยว เป็นเมืองท่าและชุมชนการค้าในอดีต ตั้งอยู่ทางทิศตะวันตก ไม่ห่างจากซัปโปโรนัก เมืองเล็กๆ นี้ยังคงสภาพตึกรามบ้านช่องศิลปะตะวันตกผสมกับญี่ปุ่น ปัจจุบันคือหมู่บ้านประวัติศาสตร์ฮ็อกไกโด อยู่ริมคลองเล็กๆ มีอาคารเก่าแก่ยุคศตวรรษที่ 19-20 ซึ่งเคยใช้เป็นโกดังเก็บสินค้า ทุกวันนี้ถูกดัดแปลงเป็นร้านค้าและโรงงานผลิตสินค้าหัตถกรรม เช่น เครื่องแก้ว สินค้าที่ระลึกต่างๆ เมืองโอตารุนี้จึงมีบรรยากาศน่าเดินเที่ยวและช็อปปิ้งเป็นอย่างยิ่ง

อุทยานแห่งชาติไดเซ็ตสึ-ซังและน้ำตกโซอุนเกียว (Daisetsu-zan & Sounkyo)
ประเทศเป็นภูเขาไฟที่สูงสลับซับซ้อน และมีแนวลำธารที่ไหลผ่านโตรกผาลงมาเป็นน้ำตกโซอุนเกียว งดงามด้วยสายน้ำที่ตกจากหน้าผาสูงกว่า 100 เมตร ซึ่งจะจับตัวเป็นน้ำแข็งในช่วงฤดูหนาว ระหว่างทางไปน้ำตกจะผ่านถ้ำน้ำแข็งที่สร้างขึ้นมาเพื่อให้นักท่องเที่ยวได้สัมผัสบรรยากาศของความหนาวเย็นในภูเขาน้ำแข็ง ซึ่งบางคูหาจะปรับอุณหภูมิ -40 องศาเซลเซียสให้ทดสอบได้ นอกจากนี้ยังมีกระเช้าไฟฟ้าขึ้นไปยังยอดเขาคุโระ (Kuro) อันเป็นจุดที่สามารถปีนเขาขึ้นไปเดินป่าเที่ยวชมป่าสน ทะเลสาบ ได้ในฤดูร้อน และเล่นสกีในฤดูหนาว บนเทือกเขานี้มียอดสูงสุดคือยอดเขาอะซาฮิ (Asahi) อันเป็นยอดเขาสูงสุดของฮอกไกโด สูง 2,290 เมตร จากระดับทะเลปานกลาง


อุทยานแห่งชาติอะกันและนกกระเรียนแห่งเมืองคุชิโร (Akan & Kushiro)
ทะเลสาบกว้างใหญ่ประกอบกับพื้นที่ลุ่มชุ่มน้ำ อันเป็นแหล่งอาศัยของฝูงนกกระเรียนหงอนแดง (Red Crown Crane) ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของญี่ปุ่น เพราะเป็นนกที่สวยงามและหายาก ฝูงนกจะรวมตัวกันมากในฤดูหนาว พบเห็นได้ตามชายทุ่งนอกเมืองคุชิโร และที่อุทยานแห่งชาติคุชิโร ตันโช (Kushiro Tancho Nature Park) ซึ่งทำการเพาะเลี้ยงนกกระเรียนได้สำเร็จ เปิดให้เข้าชมได้ตลอดปี โดยนกกระเรียนจะอยู่ในกรงขนาดใหญ่ และมีพิพิธภัณฑ์ธรรมชาติให้เที่ยวชมด้วย

เมืองฮาโกดาเตะ (Hakodate)
เป็นเมืองท่าทางด้านใต้สุดของเกาะฮอกไกโด ตั้งอยู่ตรงข้ามกับเมืองอาโอโมริ ทางเหนือสุดของเกาะฮอนชู เป็นเมืองท่าที่มประวัติ ศาสตร์มากมาย เพราะชาวญี่ปุ่นอพยพขึ้นมาอยู่ที่เมืองนี้ เช่นเดียวกับชาวรัสเซีย ต่อมาก็มีชุมชนชาวตะวันตกเข้ามาทำการค้า เมืองนี้จึงยังมีร่องรอยของอาคารและโรงเก็บสินค้าเก่าๆ ซึ่งปัจจุบันปรับปรุงมาเป็นร้านค้าและโรงงานผลิตภัณฑ์อาหารทะเลอันขึ้นชื่อของเกาะฮ็อกไกโด ไม่ว่าจะเป็นหมึกยักษ์ ปูขน และอื่นๆ
มาถึงเมืองนี้ก็ต้องไปขึ้นกระเช้าชมวิวยามค่ำคืนของเมืองที่ยอดเขาฮาโกดาเตะ จะเห็นแสงไฟระยิบระยับงดงามน่าประทับใจ ส่วนเวลากลางวันก็ควรไปชมป้อมปราสาทรูปดาว คือป้อมป้อมโกะเรียวคะคุ
ป้อมโกะเรียวคะคุ (Goryokaku Fort)
เป็นป้อมรูปดาวห้าแฉก ซึ่งตัวป้อมถูกทำลายลง เหลือแต่สวนรูปดาวห้าแฉก ในช่วงเทศกาลดอกซากุระบานสะพรั่งจะสวยงามเป็นที่สุด
นอกจากนี้ ในเมืองฮาโกดาเตะยังมีสถานที่ที่น่าสนใจอีก เช่น ย่านเมืองเก่าซึ่งตั้งอยู่บนเนินเขา มีอาคารเก่าๆ เช่น โบสถ์รัสเซีย อาคารไม้แบบตะวันตก ย่านท่าเรือซึ่งเป็นที่ตั้งของคลังสินค้าที่สร้างด้วยอิฐสีแดง ปัจจุบันทำเป็นร้านขายของที่ระลึก ย่านท่าเรือยังมีตลาดเช้า ร้านขายอาหารทะเลสดๆ ที่ขึ้นชื่อของเกาะฮอกไกโดอีกด้วย
และทั้งหมดนี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งของสถานที่น่าเที่ยวที่มีอยู่มากมายบนเกาะฮอกไกโด ดินแดนสวยงามและหนาวเย็นที่เปรียบเสมือนอะแลสกาแห่งเอเชีย



